2008/Apr/21

คำนำ

หัวข้อคราวนี้คงล่อให้หลายๆคนเกิดความสงสัยใคร่รู้กันได้มากทีเดียว หึ หึ หึ ซร้วบ!!! เอ้ย! นี่ไม่ใช่การหลอกล่อให้มาอ่านเฉยๆนะครับ แต่กำลังจะอธิบายหัวข้อนี้อยู่จริงๆแล้วพอดีเห็นว่ามันดูน่าสนใจ มากกว่าที่จะเขียนไปว่าบรรยายธรรมตอนที่ 2 (ซึ่งแลดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่ - -)

จากตอนที่ 1 ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีทำให้รู้สึกมีกำลังที่จะเขียนตอนที่ 2 ขึ้นมากมาย ต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่มาเยี่ยมชมแล้วสละเวลาอันมีค่าของท่านเพื่อคอมเม้นท์ให้กำลังใจกันมา หวังว่าในตอนที่ 2 นี้ทุกท่านคงจะได้รับสาระและความรู้ทางพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย และหากมีข้อผิดพลาดแต่ประการใดทางผู้เขียนก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ^^

ต้องขออภัยทุกท่านที่มาเยี่ยมชมด้วยนะครับ ที่ผมไม่สามารถตามไปคอมเม้นท์ Blog ของทุกท่านได้ แต่รับรองได้ว่าผมจะเข้าไปอ่านและเยี่ยมชม Blog ของทุกคนแน่นอน แต่อาจจะไม่ได้เม้นท์ไว้ เนื่องจากภารกิจที่ต้องทำและที่อยากจะทำก่อนการไปเป็นทหารในวันที่ 1 พฤษภานี้มีมากมายเหลือเกิน แต่จะพยายามไปเยี่ยมให้ครบทุกคนครับ^^

เมื่อตอนที่ 1 มีผู้ถามปัญหาน่าฉงนฉงาย(ไม่ใช่เจ้าขุนทอง - -) เอาไว้ ไม่ใช่ใคร นู๋สิบโท kororo เด็กอัพยาขาประจำเรานี่เอง (เอ่อ...ผู้อ่านท่านอื่นๆอย่าพึ่งตกใจว่าเป็นเด็กอัพยาจริงๆนะครับ น้องเค้าเรียนเภสัชอยู่น่ะครับ เลยแซวเล่นๆ - -) คำถามต่างๆเดี๋ยวเฮียจะตอบท้ายเล่ม(?)เน่อ! สาวน้อย~ ^^

ขอให้ทุกท่านเจริญรุ่งเรืองในธรรม

PepTender

_________________________________________________________________

ว่าคาถาอย่างไรให้ศักดิ์สิทธิ์ ปฐมภูมิ ตอน 2

ว่าคาถาอย่างไรให้ศักดิ์สิทธิ์?

มาถึงก็เปิดประเด็นเลยแล้วกัน ทุกท่านคงเคยเจอหรืออาจผ่านตาคาถาต่างๆที่มีอยู่มากมาย เช่น คาถาแก้นิมิตร้าย(ยันทุนนิมิตตังฯ) คาถากันสัตว์ร้าย(อัปมาโนฯ) คาถากันภูตผี(นัตถิเม สะระนังฯ) คาถาเทวดารักใคร่(เมตตัญจะฯ) คาถามหาเมตตา(เมตตาคุณนังฯ) คาอัญเชิญพระอรหันต์สาวก(ชินบัญชร ชะยาสะนาฯ) ฯลฯ   

แต่ประเด็นสำคัญก็คือ จะทำอย่างไรให้คาถาที่เราสวดกันมานั้นศักดิ์สิทธิ์สมคำร่ำลือ!!! องค์ประกอบสำคัญมีอยู่ดังนี้ คือ

1. ต้องรักษาสัจจะ ไม่พูดปด ไม่หยาบคาย ไม่สบถ ไม่เพ้อเจ้อ พูดแต่ความจริง มีสาระ พูดแล้วทำให้ได้ ไม่เล่าตลกเพ้อเจ้อ ข้อนี่สำคัญมากใครทำได้ว่าคาถาเพียงไม่กี่ครั้งศักดิ์สิทธ์แน่นอน!!

2. ไม่ดื่มเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

3. ไม่ประกอบกามกิจทุกชนิด!!  เพราะจิตจะเอนเข้าหา*นิวรณ์ทำให้การทรงอยู่ของสมาธิเสื่อม 

4. รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ว่าคุณจะถือศีลกี่ข้อก็ตาม ยิ่งมีความบริสุทธิ์ในศีล คุณก็ว่าคาถาได้ผลมากยิ่งขึ้น

มีแค่นี้แหละครับ บางคนคงคิดว่าพูดง้าย~ง่ายๆๆๆ แต่ทำได้ย้าก~ยากๆๆ อย่างที่บอกเมื่อตอนที่แล้วแหละครับว่า อันความดีนั้นคนดีทำได้ง่ายแต่คนชั่วทำได้ยาก (คนธรรมดาส่วนใหญ่ก็ทำได้ยากเช่นกัน - -)

แล้วอะไรบ้าง ที่ทำแล้วได้บุญ?

หลายๆคนคงนึกออกแต่เพียง ใส่บาตรไง!!! ทอดผ้าป่า!! ทอดกฐิน!! ถวายสังฆทาน ปล่อยนกปล่อยปลา ฯลฯ จนมีบางคนเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาในบัดดลว่า วู้!!อะไรวะ ทำบุญก็ต้องใช้เงิน อะไรๆก็ต้องใช้เงิน เงินน้อยต้องประหยัด ไม่ทงไม่ทำมันแล้ว!!!

ดูก่อนท่านผู้มีอายุ พระตถาคต(พระพุทธเจ้า)ท่านได้กล่าวไว้แล้ว ในสิ่งที่เห็นเป็นบุญชัดเจนเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ มีดังนี้

1. ทานมัย (บุญสำเร็จด้วยการ ให้ทาน)

2. ศีลมัย (บุญสำเร็จด้วยการ รักษาศีล)

3. ภาวนามัย (บุญสำเร็จด้วยการเจริญสมาธิภาวนาลดโลภ โกรธ หลง) เป็นบุญที่มีอนิสงค์สูงที่สุด

4. อปจายนมัย (บุญสำเร็จด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่)

5. เวยยาวัจจมัย (บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายทำงานที่ถูกที่ชอบ) ช่วยกันกวาดถนน เก็บขยะ ฯลฯ

6. ปัตติทานมัย (บุญสำเร็จด้วยการ ทำให้ผู้อื่นได้บุญ หรือให้ส่วนบุญ) ประมาณว่ายิ่งให้ยิ่งได้ ไม่ใช่ว่าทำบุญมาจะแผ่เมตตาทำไมอ่ะ เสียเวลาเสียดายมากมาย เปล่าเลยครับยิ่งเราให้ยิ่งได้บุญมากยิ่งขึ้น^^

7. ปัตตานุโมทนามัย (บุญสำเร็จด้วยการยินดีที่ผู้อื่นได้บุญ หรืออนุโมทนาส่วนบุญ) ที่เวลาทำบุญแล้วมีคนบอกว่าขออนุโมทนาด้วยนั่นแหละครับ เราก็ทำได้เช่นกันพอเห็นใครทำบุญปุ๊ป เราก็วิ่งๆๆๆเข้าไปแจมแล้วบอกว่า!! อนุโมทนาด้วยนะคร้าบบบบ!!!เราก็จะได้บุญทันทีแบบไม่ต้องลงทุน ^^

8. ธัมมัสสวนมัย (บุญสำเร็จด้วยการ ฟังธรรม - อ่านหนังสือธรรมมะ) ฟังพระเทศน์ก็ได้บุญนะเอ้อ!!! แค่อ่าน Blog นี้ก็ได้บุญซะแล้ว!~

9. ธัมมเทสนามัย (บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม) อ้า!! ผู้เขียนก็ได้บุญจ๊ะ!~ ดังนั้นรู้แล้วอย่าลืมเอาไปบอกต่อๆกันนะครับ จะได้ได้บุญกันถ้วนหน้า อิ อิ ^^

10. ทิฏฐุชุกัมม์ (บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นถูกให้ตรง) คือถ้ามีใครกำลังเข้าใจอะไรผิดไป แล้วเราแก้ไขให้เขาเข้าใจถูกได้นั่นก็ได้บุญครับ

เห็นมั้ยครับ!! ตั้งแต่ข้อ 2 - 10 ไม่ต้องใช้เงินเลย!! แถมบุญที่ได้สูงที่สุดคือการนั่งสมาธินั่นเอง!! ดังนั้นในตอนต่อไปจะสอนถึงหลักการนั่งสมาธิแล้วกันครับ

คัดลอกมาจาก: พระไตรปิฎก เล่ม 22/215,23/126

                       หนังสืออภิมหามงคลธรรม โรงพิมพ์พิทักษ์อักษร

บวชอย่างไรได้บุญ? บวชอย่างไรได้บาป?

หลวงพ่อจรัญท่านสอนถ่ายทอดลูกศิษย์ที่บวชกับท่านสืบทอดกันมาจนถึงรุ่นผมว่า "เธอมาบวชเป็นพระ ไม่ได้หมายความว่าเป็นพระแล้วได้บุญยิ่งใหญ่ หรือแค่อยู่ในผ้าเหลืองแล้วได้บุญ แต่เธอกำลังมาฝึกเป็นพระ เป็นพระที่ดี เป็นพระที่มีวินัยสงฆ์ มีศีลอันบริสุทธิ์ จึงจะได้บุญ ดัวนั้น เธอจงอย่าลืมว่าเธอไม่ได้เป็นพระ แต่เธอมาฝึกเป็นพระ!"

เมื่อผมได้ยินดังนั้น ตอนบวชจึงตั้งใจทำกิจของสงฆ์ให้ดีที่สุด ซึ่งก็ไม่ผิดหวังที่วัดนี้มีกิจให้ทำไม่ได้ว่างเว้นแต่ละวัน ตั้งแต่ตี 3 ครึ่ง จนถึง3ทุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นสวดธรรมจักร+7ตำนานทุกวัน ฝึกกรรมฐาน เรียนความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เรียนวินัยสงฆ์ โอ๊ว~ แทบจะไม่มีเวลาว่างมาสรงน้ำหรือซักจีวรเลย ดังนั้นจะสังเกตุได้ว่าพระที่วัดนี้ท่านจะใส่จีวรหรือสังฆาติที่มีลายขาวๆคล้ายๆแผนที่โลกเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ เพราะไม่มีเวลาซัก!! (โดยเฉพาะพระนวกะ - -)

บวชได้บาป ก็ง่ายๆ ครับ ก่อนบวชนาคไปเที่ยวผับบาร์ งานบวชดันดื่มเหล้ากันโจ๋งครึ่ม!!(ศัพท์นี้วัยรุ่นจะงงมั้ยหว่า - -) เอานาคแห่ขี่คอ ขึ้นบัลลังค์ เปิดบอดี้แสลมวนรอบโบสถ์(เอ๊ะ!!ทำไมพูดถึงวงนี้บ่อยจัง - -) เต้นแร้งเต้นกากันมันส์เต็มที่ แถมบางงานมีโคโยตี้มาเต้นอีกตะหาก (เคยเจอมาแล้ว ตกใจแทบช็อก โอ้แม่เจ้า!ใครเอากิ้งกือโดนขี้เถ้ามาปล่อยแถวนี้!!) ทำงานบวชอย่างนี้แล้วเทวดาที่ไหนจะมาอนุโมทนาบุญด้วย!!! บุญก็ไม่เกิด จะตกนรกซะเปล่าๆ (พระสมัยนี้ตกนรกกันเยอะแยะ - -)

บวชได้บุญ คือเวลาบวชนาคก็มาถือศีล 8 ที่วัดเสีย 7 วัน ช่วยงานวัดไป ตามบิณฑบาตพระ ศึกษาบทสวดมนต์ ศึกษากิจของสงฆ์ ปรนนิบัติพระสงฆ์ เมื่อถึงงานบวชไม่เอาเหล้า ไม่ต้องมีดนตรี นาคนำสวดพระพุทธคุณ,พระธรรมคุณ,พระสังฆคุณ (อิติปิโสฯ) ให้พ่อ,แม่,พี่,น้อง,ญาติๆ,เพื่อนๆ ช่วยกันสวด ไม่ต้องแห่ ไม่ต้องขี่คอ พ่อแม่ท่านให้กำเนิดเรามา เราควรเดินเสมอกับท่าน เคียงข้างท่าน ดีที่สุด ใครๆเห็นปลื้มใจ เทวดาเห็นก็อนุโมทนาบุญ บุญจะบังเกิดมากมาย

เมื่อบวชไปแล้วทำกิจสงฆ์ให้ครบอย่าให้ขาด ฝึกสวดมนต์ ปฏิบัติสมาธิ อ่านข้อควรปฏิบัตินวโกวาทให้ถ่องแท้ ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์ ทำความเพียรฝึกสมาธิสม่ำเสมอ รับรองว่าภูติผีปีศาจ เทวดา และมนุษย์รักและเคารพท่านแน่นอน!!

 สุดท้าย นิมิตรก่อนตาย

สิ่งนี้สำคัญมากครับ เป็นตัวกำหนดว่าเราจะไปอุบัติภพอะไร เมื่อตอนเราจะสิ้นใจ ภาพต่างๆจะหลั่งไหลมาให้เราพบเห็นหากจิตเราจับอยู่ที่ภาพอะไรก็ตามเราจะไปบังเกิดในภาพนั้น เช่น

เห็นภาพเลือด ซากศพ สิ่งเน่าเหม็น หุบเขา ความเคียดแค้น คุณก็จะไปเกิดเป็นอสุรกาย(แวมไพร์ก็เป็นอสุรกายประเภทหนึ่ง มีชื่อไทยว่า เวตาลนั่นเอง)

เห็นภูติผี ปีศาจ ความหวาดกลัว หิวโหย ทรมาน คุณจะเกิดเป็นเปรตในภพต่อไป

เห็นหมอกขาว แสงสว่าง ความสุข คุณจะเกิดในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง ที่ๆมีทุกสิ่งให้เลือกสรรไม่คุณต้องการอะไรก็ตาม

หากคุณทำกุศลมามากมาย แต่คุณถูกฆ่าตาย แล้วก่อนตายคุณโกรธแค้นคนที่ฆ่าคุณอย่างที่สุด!!~ คุณจะไม่ได้เกิดในสวรรค์ แต่คุณจะกลายเป็นอสุรกาย(ซึ่งคงมีฤทธิ์ไม่น้อย ตามกำลังบุญ) 

หากคุณเมาหัวราน้ำทำชั่วตลอดกาล แต่ก่อนตายคุณเกิดอยากใส่บาตรเป็นการใส่บาตรครั้งแรกในชีวิต คุณรู้สึกมีความสุขมาก แล้วคุณก็ตายในเช้านั้น จิตคุณคิดถึงความสุขของการทำบุญที่ผ่านมา คุณจะได้ขึ้นสวรรค์

บางคนอาจมองว่าไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่นัก แต่แน่นอน หากคนชั่วได้ขึ้นสวรรค์เค้าก็จะกลายเป็นกึ่งเทพกึ่งอสุรกาย ต้องรับโทษทัณฑ์ในบาปนั้นอยู่ดี ถึงแม้คนดีกลายเป็นอสุรกายแต่ก็มีอิทธิฤทธิ์มากมายเช่นกัน ดังนั้น คุณจะไปในภพใดจิตคุณต้องเลือกก่อนที่คุณจะตาย

ผู้เขียนจึงขอแนะนำให้ทุกท่านหากกำลังจะสิ้นใจ นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลนึกถึงพระพุทธองค์ จิตคุณจก็ะล่วงเข้าสู่สวรรค์ทันที

__________________________________________________________

ตอบคำถามของ kororoจัง

1. ถึงบุคคลจะเรียกตนเองว่าเป็นพุทธชน แต่ไม่เชื่อในโลกหน้าดังเช่น พระเจ้าปายาสิ เมื่อบุคคลผู้นั้นละทิ้งสังขารตนเอง แล้วจิตบุคคลนั้นจะไปที่ใด ในเมื่อจิตเขาไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาในนรกสวรรค์และโลกหน้า

ตอบ แม้ไม่ศรัทธา แต่จิตของเขาก็จะไปอุบัติในภพที่กล่าวไว้ในบทที่ 1 เช่นกันครับ ตามกำลังบุญหรือบาปที่เขาได้กระทำไว้ เพราะนรกหรือสวรรค์ไม่ว่าคุณจะชนชาติใดนักถือศาสนาอะไร ก็จะไปสู่ที่เดียวกันครับ (ไม่มีการแบ่งสาขาเหมือนเซเว่นเน่อ - -)

2. หากการเข้าวัด ทำบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรมในบางครั้ง บุคคลรู้สึกไม่สบายตัว อาจเป็นเพราะถูกบังคับให้มา อากาศร้อน มีกังวล ฟุ้งซ่านถึงเรื่องอื่นๆ จะนับว่าบุคคลนั้นได้บุญไหมคะ

ตอบ บุญหรือบาปจริงๆนั้นอยู่มีเจตนาเป็นที่ตั้งครับ หากเจตนาของเราคือตั้งใจไปทำบุญแต่พอพระเทศแล้วไม่ค่อยตั้งใจฟังเพราะเหตุต่างๆ ก็ยังได้บุญอยู่ครับถึงแม้จะไม่เต็มที่ แต่ถ้าถูกบังคับไปคือเราไม่มีเจตนาจะทำบุญหรอกแต่ถูกบังคับไปก็ไม่อย่างนั้น ก็จะไม่ได้บุญแน่นอน

3. หากบุคคลธรรมดาไม่ได้เข้าวัด ทำบุญ ตักบาตร มานาน แต่บุคคลยังเพียรทำสมาธิ ฝึกจิตใจตนเองให้ปราศจากทุกข์ ประพฤติตนอยู่ในศีลห้า บุคคลนั้นจะได้บุญเหมือนการได้ไปบำรุงพุทธศาสนาหรือไม่คะ
ตอบ มีคำตอบอยู่ในหัวข้อบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการแล้วนะครับ ลองอ่านดูนะ! ^^

4. หากบุคคลมิได้นับถือพุทธศาสนา แต่มีจิตใจดีงาม บำรุงพุทธศาสนา บุคคลนั้นจะได้รับกุศลแห่งพุทธศาสนาหรือไม่คะ
ตอบ บุญคือชื่อของความสุข ไม่ว่าคุณจะชนชาติอะไรหรืออยู่ในศาสนาใดก็ตาม ย่อมได้รับกุศลนั้นแน่นอนครับ กรรมดีย่อมส่งผลแก่คนที่ทำดีเสมอ^^

5.  อากาศร้อน โลกก็ร้อน อารมณ์คนยิ่งร้อนรน ทำยังไงดีคะเฮีย~~~
ตอบ ทำใจค่ะ!!! ทำใจนะสาวน้อย!~ แต่ทำใจในที่นี้หมายความว่า ทำใจให้สงบ ทำใจให้เป็นสุข ทำใจให้มันสนุกยิ้มแย้มตลอดไป~(อัสนี-วสันต์เลย - -) มีจิตสำนึกที่ดี ช่วยกันลดการใช้รถยนต์ถุงพลาสติก หันมาใช้ถุงผ้ากัน เป๊ปซี่ใส่น้ำแข็งก็ใส่ถุงผ้า(คิดได้ไงโฆษณานี้ ขำกลิ้งเลย ^^) มองว่าอากาศร้อนมันเป็นเรื่องธรรมดา มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นของธรรมดา~ ทำงานมากๆคิดน้อยๆเพ้อน้อยๆ เดี๋ยวก็สุก!! เอ๊ย!! สุข!! (ไม่รู้จะได้อันไหนก่อนกันเนอะ - -)

เอ้อ!! เฮียมีอะไรจะถามเรานิดส์นึง คือว่าเรารู้จักวัดล่ำเปิงมั้ยอ่ะ? พอดีมีรุ่นพี่ที่เคารพคนนึงเค้าแนะนำให้ลองไปปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ดู เห็นว่าดีมากๆ อยู่จังหวัดเชียงใหม่น่ะ  แล้วตั้งแต่เกิดส์มาเฮียยังไม่เคยไปแอ่วเมืองเหนือเลย เลยบ่ฮู้ว่าจะไปจะใด นางสิพอรู้บ่? (อู้คำเมืองผิดๆถูกๆอีกตะหาก - -) แล้วถ้ามีอะไรสงสัย อยากจะโทรมาถามก็ได้เน่อ! ไม่ต้องอายหรอก~(อ่านแล้วขำ อิอิ^^) แต่ 1 พฤษภาไป ก็โทรไม่ได้ล่ะ ไปรับใช้ชาติแระ ปีหน้าเจอกันใหม่เน่อ!!~ 

______________________________________________________________

ตอนที่ 2 นี้ไม่ได้เล่านิทานให้ฟังเลย แต่จริงๆแล้วมีนิทานให้เล่าอยู่หลายเรื่อง เพียงแต่อาจใช้พื้นที่หรือเวลาพอสมควร หากมีโอกาสก็จะมานำเสนอให้ทุกท่านได้อ่านเป็นข้อคิดทางธรรมต่อไป นิทานที่อยากจะยกมาเล่าก็มี เรื่องกามนิต-วาสิตถี ภาคพื้นดินและภาคสวรรค์, ลีลาวดี, นางวิสาขา, กำเนิดพระอินทร์และอสูร(ไม่ใช่อสุรกาย) เป็นต้น

สุดท้าย ขอให้อำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนไตรโปรดดลบันดาลให้ทุกท่านที่ใฝ่รู้ในธรรม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คิดสิ่งใดขอให้สำเร็จสมหวังทุกประการ เข้าสู่นิพพานในชาตินี้,ชาติหน้า และอณาคตกาลนั้นเทอญ

ผู้เขียน

PepTender

________________________________________________________

*นิวรณ์ 5 ประกอบด้วย 1.กามฉันทะ ความใจในรูปรสกลิ่นเสียง 2.พยาบาท การผูกโกรธ 3.ถีนมิทธะ จิตหดหู่ ง่วง เหงา ซึม 4.อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ไร้สาระ รำคาญใจ 5.วิกิจฉา ความลังเลสงสัย ไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา

ผู้มีจิตเป็นนิวรณ์ทั้ง5ย่อมปฏิบัติธรรมชั้นสูงไม่ได้

 

edit @ 26 Apr 2008 21:09:34 by PepTender

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อนุโมทนา นะคะ
วิธีการทำบุญทำได้หลายวิธี ไม่ใช่เพียงแค่ตักบาตร ให้ทานเท่านั้น
แนะนำบลอกที่เขาชอบไปทำบุญกัน
http://charityproject.exteen.com/confused smile
#1  by  Zheng Yu [A]ming Kung © 郑玉明 At 2008-04-22 13:10, 
ยกตัวอย่างได้เป็นรูปธรรมมากเลยค่ะ
และก็ขอขอบคุณเยอะๆด้วยค่ะที่ช่วยไขข้อสงสัยให้big smile

วันนี้ยังไม่สงสัยอะไร เอาไว้สงสัยเยอะๆครั้งหน้า

มาเรื่องวัดร่ำเปิงดีกว่า
เราเคยไปวัดร่ำเปิงครั้งเดียวเองค่ะ(คนเชียงใหม่แท้ๆ แย่จังเนอะ)
คนที่ไปบ่อยเป็นเพื่อนเราเองค่ะ เพื่อนเขาไปฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรมที่นั่น เพื่อนบอกว่าดีมากๆเลยค่ะ และเราก็สังเกตเห็นว่าเพื่อนเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ เพื่อนก็ชวนเราไป แต่เรายังมีมารผจญอยู่มาก ยังหาเวลาเหมาะไปไม่ได้เลย

วัดร่ำเปิงอยู่ทางถนนเลียบคลองชลประทานค่ะ
ถ้ามาทางถนนสุเทพนะ (หรือถนนสายที่ไปหลัง มช. นั่นแหละ)ให้เลี้ยวซ้ายไปงานพืชสวนโลก เลี้ยวซ้ายปุ๊บ เฮียก็เริ่มนับสะพานข้ามคลองชลประทานนะ ถ้าจำไม่ผิด วัดร่ำเปิงจะอยู่ประมาณสะพานที่ 5 แล้วหาทางยูเทิร์นเอา ต้องเข้าซอยไปอีก เฮียต้องดูป้ายดีๆนะ หาไม่เจอยังไงโทรเข้าเบอร์นี้...
053-278620, 053-810186
เป็นเบอร์ที่วัดค่ะ เพื่อนให้มาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วล่ะ แต่ยังไม่กล้าโทร เราเป็นประเภทเข้าหาพระสงฆ์ไม่เป็น เข้าไปหาคนเดียวทำอะไรไม่ถูก พระท่านถึงบอกว่าคนสมัยนี้เป็นโรคนี้กันซะเยอะ...==
#2  by  kororo At 2008-04-23 21:08, 

<< Home


PepTender
View full profile