2008/Apr/17

คำนำ

หลังจากที่ได้ลาสิกขาออกมาแล้ว ก่อนที่จะเข้ารับราชการทหารในเดือนพฤษภาคม ผมจึงอยากขอถ่ายทอดความรู้ในทางพระพุทธศาสนาที่ได้ศึกษามาให้ทุกๆท่านได้รู้จักและเข้าใจในศาสนาพุทธของเรากันมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมพบว่าวัยรุ่นไทยสมัยใหม่ไม่ค่อยได้รู้กันอย่างลึกซึ้งนัก(รวมถึงตัวผมเองเมื่อก่อนด้วยแหละ) จึงจะเริ่มต้นเล่นตั้งแต่เบสิกไล่ไปเรื่อยๆแล้วแต่ระยะเวลาจะอำนวยนะครับ จะพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้การเล่าไม่น่าเบื่อเยิ่นเย้อจนเกินไป ดังนั้นคนที่สนใจควรอ่านและคนที่ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ต้องอ่านเป็นอย่างยิ่งเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น หากมีข้อผิดพลาดแต่ประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ (แค่คำนำก็แลดูน่าเบื่อแล้วอ่ะ - -)

หากใครมีคำถามหรือข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับทางพระพุทธศาสนาคอมเม้นต์ถามได้เลยนะครับ หากคำถามใดที่ผมตอบได้ผมจะตอบหากคำถามใดที่ผมไม่แน่ใจหรือไม่รู้ก็จะพยายามค้นคว้าหาคำตอบจากผู้รู้ทุกท่านให้ครับ

ขอให้เจริญรุ่งเรืองในธรรม

PepTender

___________________________________________________________

ธรรมบรรยาย ตอนที่ 1 ปฐมภูมิ

ธรรมะ คืออะไร?

สงสัยล่ะซี่...อิ อิ อิ? เช่นกันครับ เมื่อก่อนผมก็สงสัย ว่าจริงๆแล้วธรรมะเนี่ยมันคืออะไรหนอ~ รู้แค่ว่าพอได้ยินคำนี้ทีไรมันเบื่อหน่ายจะเป็นจะตาย ถ้าเป็น บอดี้แสลมสิค่อยเข้าหูหน่อย! (จิงป่ะ!)

ว่ากันตรงๆแล้ว ธรรมะ ก็คือ คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น *อริยสัจ4 *ขันธ์5 *ศีล 5 ศีล 8 ศีล10 ศีล227 หรือจะเป็น*พุทธวัจนะที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของท่านหรือ มาจากสาวกของท่านก็ตาม ล้วนแล้วแต่คือธรรมะทั้งสิ้น ซึ่งคำสอนนั้นๆเป็นสิ่งที่เราทั้งหลายควรปฏิบัติตาม เพราะธรรมทั้งหลายย่อมส่งผลดีต่อผู้ปฏิบัติตามด้วยเหตุและผลของตัวเอง มิได้เกิดขึ้นเพราะความศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้เกิดแต่อย่างใด

ดี-ชั่ว, บุญ-บาป อะไรเป็นตัวตัดสิน?

อันว่ากรรมดีนั้นคนดีนั้นทำง่ายแต่คนชั่วนั้นทำได้ยาก เช่น การตื่นแต่เช้ามาใส่บาตร คนต่างจังหวัดเขาตื่นกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพราะเขานอนกันตั้งกะหัวค่ำแต่วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่เอาอ่ะ เมื่อคืนพึ่งไปดริ๊งค์มา กว่าจะนอนก็ตี 3 ใครจะบ้าตื่นมาตี5 6โมงเพื่อมาใส่บาตรอีกล่ะเฟ้ย!!!

หลายๆคน โดยเฉพาะผู้มีอารมณ์ศิลปินรักอิสระทั้งหลายมักจะสงสัยเสมอๆ ว่าอะไรดีอะไรชั่วใครเป็นคนตัดสิน สังคมเรอะ? ไร้สาระสิ้นดี! ทำอะไรทำไมต้องแคร์สังคมด้วย! ฉันจะทำอะไรมันก้อเรื่องของช้านนน!! ไม่เดือดร้อนชาวบ้านก็พอ ใช่ม๊ะ!?

พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของสิ่งที่เป็นบุญและสิ่งที่เป็นบาปเอาไว้ดังนี้

บุญนั้น คือชื่อของความสุข สิ่งใดก็ตามที่ทำแล้วมีความสุขที่ถาวร ยาวนาน สบายใจไม่เจือไปด้วยทุกข์ ไม่ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ ไม่เกิดทุกข์ตามมาแต่หนหลัง ไม่ทำให้จิตใจพร่ำเพร้อ หลง มัวเมา หวั่นวิตก สิ่งนั้นคือบุญ เป็นตัวแทนของกรรมดี เช่น ยกตัวอย่างง่ายๆคือการใส่บาตรแล้วกัน ถ้าวันสามารถตื่นแต่เช้ามาใส่บาตรได้ หลายๆคนก็จะมีความสุขในตอนเช้าและ(บางคน)เริ่มคิดว่า แหม!ตรูนี่ช่างเป็นคนดีอะไรหยั่งงี้! นานๆทีทำดีกับเค้าซักทีมีฟามสุขจิงเฟ้ย! แล้วยิ้มหน้าบานทั้งวันเผลอๆเอาไปคุยฟุ้งกับเพื่อนอีกต่างหาก ว่าเมื่อเช้าใส่บาตรมา มรึงไม่เคยเลยล่ะสิ่ หัดทำดีกับเค้ามั่งนะโว้ย เอากรูเป็นตัวอย่างนี่!! (เป็นเอามาก - -)

บาปนั้น คือชื่อของความทุกข์ สิ่งใดก็ตามที่ทำแล้วไม่เกิดความสุขที่ถาวร เจือไปด้วยความทุกข์ ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ เกิดทุกข์ตามมาแต่หนหลัง ทำให้จิตใจตกต่ำ หลง มัวเมา หวาดหวั่น สิ่งนั้นคือบาป เป็นตัวแทนของกรรมชั่ว เช่น ยกตัวอย่างเรื่องกินเหล้า(อีกแล้ว - - ) กินพอครึ้มๆทำให้ดูเหมือนมีความสุขในเบื้องต้น คุยกับใครก็สนุกสนานเพื่อนก็แยะ และแล้วหลังจากนั้นความทุกข์ก็จะเริ่มต้นขึ้น เช็คบิล!!! 2560 บาทครับพี่ กระเป๋าฉีก!! เงินไม่พอก็ต้องหันหน้าไปหาเพื่อน เฮ้ย!ยืมตังค์ก่อนดิ่สิ้นเดือนคืน (ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์และ) เดินออกไปจากผับเมาอ้วกแตก!! (ทรมาน เป็นทุกข์อีกล่ะ) แถมดันอ้วกไปรดขากางเกงชาวบ้านเค้าอีก! เฮ้ย!!มรึงอ้วกงี้กวนตรีนนี่หว่า!!(แล้วความซวยก็มาเยือน) ต้องอ่วมข้างทางไม่ได้กลับบ้าน ทำให้คนที่บ้านเป็นห่วงอีก (ผู้อื่นเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นอีกล่ะ) พรุ่งนี้ไปทำงานไม่ไหว มีประชุมสำคัญเจ้านายโกรธมาก ผมไล่คุณออก!!! (เป็นความทุกข์ที่ตามมาแต่หนหลัง) โอ๊ว~ มันเลวร้ายมากๆเลยล่ะจอร์ซ เห็นมั้ยครับว่าทำบาปมันแย่ขนาดไหน (เวอร์ดี ชอบๆ )

ตายแล้วไปไหน?

ไปที่ชอบๆ...... แล้วมันที่ไหนอ่ะ? หลายคนคงเคยได้ยินมาเหมือนกันนะครับ เวลาที่ผู้ใหญ่เค้า*รดน้ำศพกันเค้าจะบอกว่า ไปที่ชอบๆนะ พอถามกลับไปว่าแล้วมันที่ไหนอ่ะคับ? เค้าก็จะเบี่ยงเบนประเด็นกันทันที ประมาณว่า เออน่า!! เอ็งไม่ต้องรู้หรอก ถึงเวลาเดี๋ยวก็รู้เอง!! แหม~ ก็คนมันอยาก รู้~

ร่างกายเรานั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ร่างกาย(กายหยาบ,สังขาร) กับ จิต(กายละเอียด,วิญญาณ) เมื่อร่างกายเราตายลง จิตไม่ได้ตายตามไปด้วย แต่จะบันทึกข้อมูลทุกอย่างขณะที่เรามีชีวิตไว้แล้วไปอุบัติในภพต่อไป ซึ่งถ้าเปรียบจิตเป็น ฮาร์ดดิส คงจะมีความจุมากกว่า 100ล้านG ซะอีก เพราะบันทึกเรื่องราวเรามาทุกชาติภพ เพียงแต่เรานึกไม่ออก เพราะขาดการฝึกฝนการใช้กายละเอียดให้ละเอียดบริสุทธิ์ ซึ่งถ้าคุณสามารถทำจิตให้ละเอียดจนถึงขั้นบริสุทธิ์ได้ล่ะก็ คุณก็คือผู้วิเศษดีๆนั่นเอง ชนิดแฮรี่ พอตหม้อชิดซ้าย!!

เมื่อเราตาย จิตเราจะอุบัติขึ้นใหม่ในทันทีในลักษณะของ*โอปปาติกะ ซึ่งแบ่งภพภูมิหยาบๆเรียงจากต่ำสุดมาสูงสุดได้ดังนี้

1. สัตว์นรกโลกันต์ ชั้นล่างสุดของวัฏสงสาร มืดมนไม่มีแสง มองไม่เห็นสิ่งใด เต็มไปด้วยน้ำกรดเย็นเฉียบกัดเซาะผิวให้ค่อยละลาย เจ็บปวดทรมานแสนสาหัส และไม่มีวันตาย จึงทนกับความทรมานนั้นจนกว่าจะหมดกรรมชั่ว ผู้ที่ตกนรกขุมนี้ คือผู้มีบาปหนัก 4 อย่างคือ 1.ฆ่าพ่อแม่ 2.ฆ่าพระสงฆ์หรือผู้ทรงศีล 3.ฆ่าตัวตาย 4.ฆ่าสัตว์อื่นเป็นนิจ

2.สัตวนรก คือผู้ที่ทำกรรมชั่วไว้นานๆชนิด(คงไม่ต้องบรรยาย) รับโทษตามผลของกรรมที่ตนทำไว้

3.อสุรกาย มีหลายประเภท ถ้าพูดถึงหนังเรื่องโอปปาติกะแล้ว พวกนั้นจัดอยู่ในประเภทอสุรกาย คือจะมีชีวิตที่ขาดความสุขทั้งมวล แต่มีอำนาจวิเศษตามกำลังบุญที่แต่ละคนทำไว้ หากขณะจะตายลงเห็นนิมิตรเป็นถ้ำ ภูเขา หิวกระหาย เคียดแค้น ชิงชัง เห็นภูติผีปีศาจ แล้วเก็บมาเป็นอารมณ์ก่อนตาย คุณก็จะได้รับสิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้

4.เปรต มีหลายประเภทแต่เราคุ้นหูกันที่สุดคือเปรตปากเท่ารูเข็ม แต่เปรตชนิดอื่นก็ยังมีอีกมาก ส่วนใหญ่จะเกิดกับคนงก ลักโขมย รังเกียจขยะแขยงของเน่าเหม็นต่างๆจนเก็บมาเป็นอารมณ์แห่งความเกลียดชัง เช่นเกลียดชังคนจนเป็นต้น

5.เดรัจฉาน (ภพนี้เกิดในท้อง จึงไม่ถือว่าเป็นโอปปาติกะ) คนที่ไปเกิดในภพนี้คือคนที่มีเศษกรรมชั่วเล็กน้อยคือ ฆ่าสัตว์เล็กน้อย หรือก่อนตายมีอารมณ์โทสะ(โกรธ) โมหะ(หลง) โลภะ(โลภ) หรือตายแบบไม่รู้ตัวว่าจะตาย ขาดสติ เป็นต้น

6.เทวดา,เทพบุตร,เทพธิดา,นางอัปสร สวรรค์มี 6 ชั้น ชั้นล่างสุดคือ ชั้นจาตุมมหาราชิกาเทวา เป็นเทวดาที่มีหน้าต่างๆเกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์มากที่สุด ผู้ปกครองชั้นนี้คือจอมยักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ ท้าวเวสสุวรรณกับท่านท้าวอีก 3 องค์รวมเป็นท้าวจาตุโลกบาลทั้ง4 ที่พลัดเวรกันสอดส่องดูแลโลกมนุษย์และเวียนหน้าที่ไปเป็นพยายมราช เทวดาที่อยู่ในชั้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกึ่งเทพกึ่งเปรต,อสุรกาย คือทำความดีไว้มาก แต่ก็ทำชั่วไว้พอกัน บางช่วงจึงต้องกลายร่างมารับโทษเป็นระยะเวลา เช่นกลางวันเป็นเทพบุตรรูปงาม ตกกลางคืนต้องกลายเป็นอสุรกายมารับโทษทัณฑ์เป็นต้น ชั้นสูงสุดคือชั้นปรนิมมิตวสวัตดี,นิมานรดี,ดุสิต ตามลำดับ ซึ่งเป็นชั้นที่พระโพธิ์ธิสัตว์ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่มีความสวยงามและสงบเงียบ (ว่ากันว่าพระโพธิสัตว์กวนอิม ท่านก็อยู่ 1 ใน 3 ชั้นนี้เช่นกัน)

**รายละเอียดสามารถอ่านได้จากหนังสือ สวรรค์ มนุษย์ ความดี สุคติภูมิ เรียบเรียงโดย คุณชาติ พิญญู สำนักพิมพ์บ้านหนังสือโกสินทร์ ซึ่งเขียนไว้ได้น่าอ่านมาก สนุกและเข้าใจง่าย

7.พรหมมีรูป ชั้นนี้เหนือกว่าเทวดาและเทพบุตร ซึ่งพระพิขเนศ พระอิศวร พระอินทร์ ของทางฮินดูก็จะอยู่ในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้นนั้น แต่ชั้นพรหมนี้ สำหรับผู้มีจิตเมตตาเหลือประมาณ จิตเมตตาอันกว้างใหญ่ไพศาล และยังต้องสำเร็จการปฏิบัติสมาธิตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูง พรมหมท่านไม่มีเพศ ถือศีล 8,10เป็นนิจ มีจิตใจเป็นกุศล มีโทสะ โมหะ และโลภะที่เบาบาง ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิเป็นประจำและจิตที่เมตตามักจะได้เป็นพรหม

8.พรหมไร้รูป ชั้นสูงสุดของศาสนาพราห์ม ฮินดู ชั้นนี้ไม่มีรูปกาย เป็นเพียงแสงสว่างเจิดจ้า แต่จะเจิดจ้าแค่ไหนนั้นแล้วแต่กุศลที่ทำ มนุษย์เราส่วนใหญ่คงมองว่าแล้วมันมีความสุขตรงไหนกับการเป็นแสงสว่าง? พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสไว้ว่า ความสุขอื่นใดเหนือความสงบเป็นไม่มี นั่นคือพรหมชั้นนี้ท่านได้บรรลุและเข้าใจในธรรมข้อนี้แล้ว จึงไม่ต้องการสิ่งอื่นนอกจากความสงบ

(แต่ใครอยากได้อะไรแล้วยังไม่ได้ และยังอยากได้อยู่แนะนำให้ไปสวรรค์ เพราะอยากได้อะไรสวรรค์จัดให้!! )

9.นิพพาน เป็นภพที่ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก ตัดขาดซึ่งกิเลสทั้งมวล ไร้ซึ่งความอยาก ไร้ซึ่งความไม่อยาก เป็นผู้นิ่งเฉย ผู้ที่ไปได้อย่างที่ทราบกันดีคือ พระอรหันต์เท่านั้น (ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นมากพอสมควร)

อธิบายมาตั้งนานแล้วตกลงว่าโลกหน้ามีจริงเหรอเนี่ย?

ฮั่นแหนะ!! คนที่ถามแบบนี้แสดงว่ายังไม่เชื่อล่ะสิ!! เดี๋ยวปั๊ดตบเกรียนแตก!! เอ๊ย!! ไม่ใช่!! เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังนะจ๊ะ~ แหะ แหะ จุ๊บๆ รักเด็กค่ะ - -

มีนิทานจะเล่าให้ฟังแทนการตอบคำถามนะครับลองอ่านแล้วคิดดูนะโยมนะ เอ๊ย! คิดดูนะครับทุกคน(เผลอๆ - - )

 เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานไปแล้วหลายปี มีเจ้านครเสตัพยะองค์หนึ่ง พระนามว่า "ปายาสิราชา" ทรงมีความรู้กว้างขวาง ฉลาดหลักแหลมมาก แต่ไม่ทรงเชื่อเรื่องนรกสวรรค์หรือโลกนี้โลกหน้า

ครั้นได้ยินกิตติศัพท์ของ "พระกุมารกัสสปะ" พระสาวกของพระพุทธองค์ จึงเข้าไปโต้คารมกับ*พระเถระ ท่ามกลางพุทธบริษัทนับพัน ท่านท้าวเปิดประเด็นว่า

"มีแต่โลกนี้เท่านั้น โลกหน้าไม่มีโลกอื่นไม่มี"

พระกุมารกัสสปะย้อนถามว่า "พระอาทิตย์ ดวงจันทร์ รวมทั้งดวงดาวอื่นๆที่เห็นอยู่ เป็นโลกนี้ หรือโลกอื่น"

พระเจ้าปายาสิ "เป็นโลกอื่นสิ"

พระกุมารกัสสปะ"แล้วไยท่านจึงว่าโลกอื่นไม่มี"

โดนตลบหลังเช่นนี้ ท่านท้าวก็งันไปนิดนึง จากนั้นก็ว่า

"ข้อนั้นเอาไว้ก่อน แล้วถ้าโลกหน้ามีจริง ไฉนญาติมิตรของเราที่ทำกรรมชั่วไว้ ครั้นจวนสิ้นใจ เราสั่งว่า ถ้าตกนรกไปแล้ว จงรีบกลับมาบอกให้เรารู้ด้วยว่า นรกมีจริง แต่เราก็รอมาหลายปี ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมาส่งข่าวเสียที นี่แสดงว่า นรกไม่มีจริง คนตายแล้วก็หมดกัน"

พระเถระจึงว่า "ถ้าโจรที่ถูกจับและตัดสินว่าต้องประหารชีวิตโจรนั้นร้องขอว่า ขออนุญาตให้เขาไปบอกพวกพ้องเสียก่อน เจ้าหน้าที่จะอนุญาตหรือไม่"

พระเจ้าปายาสิ "ไม่ได้"

พระกุมาระกัสสปะ "นี่ก็เหมือนกัน สัตว์ที่หมกไหม้อยู่ในนรก ย่อมไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาเล่าให้พระองค์ทราบเช่นกัน"

พระเจ้าปายาสิ "ยังมีอีก พวกสมณพราหมณ์ที่ปฏิบัติดีเมื่อพวกท่านจวนจะสิ้นใจ เราได้สั่งว่า ถ้าท่านไปเกิดในสวรรค์ จงกลับมาบอกแก่เราด้วยว่า สวรรค์มีจริง แต่ก็คอยมาปีแล้วปีเล่า จะมีใครกลับมาบอกข่าวก็หาไม่ นี่เท่ากับว่าตายแล้วก็หมดกัน"

พระกุมารกัสสปะ "ดูก่อน หากมีชายคนหนึ่ง จมลงไปในหลุมอุจจาระจนมิดศรีษะ แล้วมีชายอีกคนหนึ่งช่วยให้พ้นขึ้นมาได้ นำไปอาบน้ำชำระร่างกาย แล้วพาไปอยู่ด้วยในคฤหาสน์ใหญ่โต มีความสุขสำราญเต็มที่ ถามว่าชายคนนั้นยังจะพอใจตกลงไปในหลุมคูอีกกระนั้นหรือ"

พระเจ้าปายาสิ "ไม่มีใครต้องการอย่างแน่นอน"

พระกุมารกัสสปะ "พวกที่ไปเกิดบนสวรรค์ก็เช่นกัน ย่อมเพลิดเพลินด้วยความสุขในสวรรค์ เสวย*กามคุณทั้ง 5 อันเป็นทิพย์อย่างสำราญ สำหรับโลกมนุษย์แล้วก็เหมือนหลุมอุจจาระสำหรับพวกเทวดา ไม่มีทางที่เขาจะกลับมาทูลให้พระองค์ทราบได้     อีกประการ วันเวลาในสวรรค์นานกว่าโลกมนุษย์หลายเท่า ร้อยปีในโลกมนุษย์ เท่ากับหนึ่งวันหนึ่งคืนบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อพวกคนดีเหล่านั้นไปเกิดบนสวรรค์แล้ว คิดว่าอีกสองสามวันค่อยมาทูลให้พระองค์ทราบ พระองค์จะอยู่ทันถึงวันนั้นหรือไม่"

พระเจ้าปายาสิ "ไม่ได้คงตายไปสียก่อน"  แล้วก็ทรงย้อนบ้างว่า "ใครหนอช่างรู้ได้ว่า วันเวลาในสวรรค์กับมนุษย์ต่างกัน ทั้งยังรู้ว่า เทพชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนขนาดนั้น เราไม่อยากเชื่อ"

พระกุมารกัสสปะ "ดูก่อนท่านผู้เจริญ มีคนตาบอดแต่กำเนิด เที่ยวบอกว่า สีดำ สีขาว สีเหลือง ไม่มี คนที่เห็นสีเช่นนั้นก็ไม่มี ดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ก็ไม่มี คนที่เห็นดวงดาวพวกนั้นก็ไม่มีเหมือนกัน เพราะตัวเราไม่รู้ไม่เห็น สิ่งนั้นจึงไม่มี จะมีคนเชื่อที่เขาบอกรึเปล่า"

พระเจ้าปายาสิ "กล่าวพูดไม่ถูก จะเชื่อได้อย่างไร"

พระกุมารกัสสปะ "ที่พระองค์ปฏิเสธเรื่องเทพชั้นดาวดึงส์ก็นัยเดียวกัน เพราะพวกสมณะและพราหมณ์บางท่าน ซึ่งอยู่ในที่อันสงัด ไม่ประมาทในการทำความเพียร ฝึกจิตตนเองจนได้ทิพยจักษุสามารถมองเห็นโลกอื่น และเห็นสัตว์จำพวกโอปปาติกะ อันตาเนื้อมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถเห็นได้    เรื่องของโลกหน้า ต้องเห็นด้วยวิธีนี้ ถ้าเข้าว่าตาเนื้อเห็นไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องจริงนั้นไม่ถูกต้อง"

คัดลอกมาจาก: สวรรค์ มนุษย์ ความดี สุคติภูมิ เรียบเรียงโดย ชาญ พิญญู สำนักพิมพ์บ้านหนังสือโกสินทร์

________________________________________________________

เริ่มพรรณามามากจนยืดยาวพอสมควรแก่เวลา จึงต้องขอจบการบรรยายในตอนที่ 1 ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ตอนหน้าขอบรรยายถึง บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ(สิ่งที่เป็นบุญ 10 อย่าง อานิสงค์มากน้อยต่างกัน) บวชอย่างไรถึงได้บุญ บวชอย่างไรถึงได้บาป การฝึกจิตให้ละเอียดทำอย่างไร ฝึกแล้วได้อะไร อำนาจวิเศษต่างๆมีจริงหรือไม่ ป่าหิมพานต์เรื่องจริงหรืออิงนิยาย เป็นพระก็ตกนรกได้ การฝึกจิตประยุกต์เข้ากับโลกปัจจุบัน ฯลฯ

สุดท้าย ผมต้องขอบอกว่าผมก็ไม่ได้เก่งกาจหรือเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะในทางปริยัติหรือทางปฏิบัติก็ตาม ผมยังสัมผัสได้เพียงแค่ผิวๆเท่านั้นเอง แต่ด้วยความอยากรู้ประกอบกับความศรัทธาจึงทำให้ไปค้นหาข้อมูลมามากมายก่ายกอง และต้องการเผยแผ่ในสิ่งที่ผมได้รับรู้ให้กับท่านอื่นๆได้รู้เช่นเดียวกัน

ขอให้อำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยช่วยดลบัลดารให้ทุกท่านสำเร็จทุกสิ่งดังที่ตั้งใจและกระกรรมดีต่อๆไปในอณาคตนะครับ

PepTender

___________________________________________________________

*อริยสัจ 4 คือ ความจริง 4 ประการ ประกอบด้วย ทุกข์(ความทุกข์)สมุทัย(ต้นเหตุของความทุกข์)นิโรธ(หนทางแห่งการดับทุกข์)มรรค(การดับทุกข์)

*ขันธ์ 5 คือ สิ่งที่ไม่ควรยึดติด 5 อย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

*ศีล คือ ข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อสำหรับฆราวาส 8ข้อสำหรับอุบาสกอุบาสิกา 10ข้อสำหรับสามเณร 227ข้อสำหรับพระภิกษุ

*พุทธวัจนะ คือ คำสอนโดยตรงของพระพุทธเจ้า

*รดน้ำศพ เมื่อเวลาไปรดน้ำศพสิ่งที่ควรจะทำขณะเวลารดน้ำศพคือการอโหสิกรรมให้ผู้ตายและขออโหสิกรรมจากผู้ตายเพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมติดตัวกันไป

*โอปปาติกะ หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีกายละเอียด(ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า) ที่เกิดมาโดยการอุบติขึ้นไม่มีพ่อแม่และการเจริญเติบโต เมื่อเกิดขึ้นก็จะโตเต็มวัยทันที เมื่อหมดบุญหรือบาปก็จะสลายไปเอง

*กามคุณทั้ง 5 คือ ความสุขที่ได้จาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันเป็นที่ภิรมณ์ของปุถุชนทั้งหลาย

*พระเถระ คือพระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งบวชมานานมากกว่า 10 พรรษา แต่ไม่เกิน 20 พรรษา

พระมหาเถระ คือพระที่บวชมานานกว่า 20 พรรษา

พระภันเต คือพระที่บวชมานานกว่า 5 พรรษาแต่ไม่ถึง 10 พรรษา

พระนวกะ คือพระใหม่ผู้ซึ่งบวชยังไม่ครบ 5 พรรษา ต้องมีพระอาจารย์พี่เลี้ยงคอยดูแลและสอนวิชาความรู้ต่างๆ

**ตัณหาคือความทะยานอยาก มี 3 ประเภทคือ 1.อยากได้โน่นได้นี่มาบำเรอตน 2.อยากเป็นโน่นเป็นนี่ไม่มีจบสิ้น 3.ความรังเกียจสิ่งโน้นสื่งนี้ ไม่อยากเป็นอย่างโน้นอย่างนี้

**ความหลง มนุษย์ส่วนใหญ่ตกเป็นทาสของความหลง หลงในอดีต เช่นเมื่อวานนี้มีความสุข หรือมีความทุกข์ เมื่อ 5 นาทีก่อนคนที่รักจากไป จึงเสียใจ เรื่องที่ผ่านมาแล้วแม้เพียง 5 นาทีก็เป็นอดีตไปเสียแล้ว หลงในอณาคต พรุ่งนี้จะทำโน่นทำนี่ เย็นนี้จะกินไอ้นั่น หลงตัวตน หลงว่าเรารวย เราสวย,หล่อ เก่ง เราด้อยค่า ขยะ ไม่มีใครรัก หลงในบุคคลอื่น เขาดี เธอสวย มนุษย์ทั้งหลายเอ๋ยจงอย่าตกเป็นทาสของความหลงเลย จงตั้งสติให้มั่นกำหนดกับปัจจุบัน เพื่อชีวิตของตัวท่านทั้งหลายเองเถิด

**อัตตา คือหัวโขนที่นำมาใส่แล้วไม่ค่อยจะชอบถอดออกกัน ผมจบป.โทนะอย่ามาหลอกกันให้ยาก เดี๊ยนจบดร. ผมเป็นถึงพล.ต.อ. พ่อผมเป็นนายก มนุษย์ทั้งหลายเอ๋ยไม่ว่าเจ้าจะมียศใดตำแหน่งใดเจ้าก็คือมนุษย์ จงเบียดเบียนหรือดูแครนกันเองเลย เพราะเจ้ากับเขานั้นเป็นมนุษย์จึงไม่ต่างกัน

 

 

 

edit @ 26 Apr 2008 21:14:10 by PepTender

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อ่านแล้วเพลินดี เข้าใจง่าย อย่างนิทานที่ยกขึ้นมาก็เป็นการปุจฉา วิสัจชะนา ได้อย่างแยบคาย มีชั้นเชิง น่าติดตามตอนต่อไป ชอบมากๆๆๆๆๆ
#1  by   (124.120.78.233) At 2008-04-18 15:07, 
ขอบคุณค่ะ

ตั้งใจเขียน และเขียนดีมากเลยค่ะ (แต่จะมีคนอ่านรึเปล่ามันก็อีกเรื่องนึงเนาะ) confused smile
#2  by  Choco At 2008-04-18 16:29, 
โอ้โห...เข้าใจง่ายมากๆ เขียนมันส์ดีจริงๆครับ (นึกถึงพี่พลอย กิกิ...) ชอบธรรมะแบบนี้จริงๆ

แล้วแวะมาเขียนบ่อยๆนะครับผม Fav. รออ่านตอนต่อไปครับ
#3  by   At 2008-04-18 16:52, 
ชอบมากครับ ใจจริงสงกรานณ์นี้จะไปรับศิล
แต่ก็ไม่ได้ไป ...ท่านอาจารย์บอกว่าจะทำสมาธิให้ได้ดี มีสมาธิ ต้องเริ่มจากมีศิล ก่อน....
ขอบคุณครับ สำหรับ...คำสอนและ ความรู้ ...
#4  by  บิว At 2008-04-18 22:15, 
(ขอรับพรก่อน)...สาธุ...

โอ้ว...เฮียแจกเบอร์กันซื่อๆเลย
อายจัง ไม่กล้ากดเบอร์cry

อ่านนิทานแล้วกระจ่างขึ้นมากเลยค่ะ
ขอบคุณเฮีย pep ที่นำธรรมะมาเผยแพร่ให้ความรู้แก่เรากับผู้แวะผ่านไปมาได้อ่าน เป็นบุญจริงๆค่ะ

แต่เรายังเป็นคนธรรมดาสามัญที่ยังคงโง่เขลาเบาปัญญาทางธรรม จึงใคร่ถามความคิดเห็นจากเฮียว่า...
1. ถึงบุคคลจะเรียกตนเองว่าเป็นพุทธชน แต่ไม่เชื่อในโลกหน้าดังเช่น พระเจ้าปายาสิ เมื่อบุคคลผู้นั้นละทิ้งสังขารตนเอง แล้วจิตบุคคลนั้นจะไปที่ใด ในเมื่อจิตเขาไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาในนรกสวรรค์และโลกหน้า
2. หากการเข้าวัด ทำบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรมในบางครั้ง บุคคลรู้สึกไม่สบายตัว อาจเป็นเพราะถูกบังคับให้มา อากาศร้อน มีกังวล ฟุ้งซ่านถึงเรื่องอื่นๆ จะนับว่าบุคคลนั้นได้บุญไหมคะ
3. หากบุคคลธรรมดาไม่ได้เข้าวัด ทำบุญ ตักบาตร มานาน แต่บุคคลยังเพียรทำสมาธิ ฝึกจิตใจตนเองให้ปราศจากทุกข์ ประพฤติตนอยู่ในศีลห้า บุคคลนั้นจะได้บุญเหมือนการได้ไปบำรุงพุทธศาสนาหรือไม่คะ
4. หากบุคคลมิได้นับถือพุทธศาสนา แต่มีจิตใจดีงาม บำรุงพุทธศาสนา บุคคลนั้นจะได้รับกุศลแห่งพุทธศาสนาหรือไม่คะ
5. อากาศร้อน โลกก็ร้อน อารมณ์คนยิ่งร้อนรน ทำยังไงดีคะเฮีย~~~

ปล. เราชอบอ่านธรรมสาระมากกว่าฟังบอดี้แสลมนะ(แต่ชอบเพลงอกหักของบอดี้แสลมจัง เพลงนี้สอนคนได้ แต่คนฟังมัวแต่มันส์กับดนตรี)big smile
#5  by  kororo At 2008-04-19 10:00, 
เป็น Blog ที่ให้ความรู้ที่ดีมากและอ่านสนุกดีด้วย
จะติดตามอ่านเรื่อยๆครับ
และขออนุโมทนาในการเผยแพร่ธรรมะด้วยนะครับ

ให้ดาวแดงไปเลย
Hot! Hot! Hot!
big smile big smile big smile
#6  by  Nirvana At 2008-04-19 12:57, 
ตอบคอมเม้นต์
คราวนี้ด้วยเวลาที่มีน้อยขอตอบรวมเลยครับว่าดีใจที่ทุกคนชอบครับ big smile ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ ตอนนี้กำลังพยายามเจียดเวลามาเขียนตอนที่ 2 ต่อ คาดว่าเร็วๆนี้คงแล้วเสร็จครับ double wink
ส่วนคำถามต่างๆจะตอบในตอนหน้านะครับbig smile
#7  by  PepTender At 2008-04-21 17:15, 
เข้ามาซึมซาบธรรมครับ
ภูมิใจเหลือเกินครับที่คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ยังเห็นคุณค่าของธรรมะ

ชื่อของผม ชาญ พิญญู นะครับ ม่ายใช่ ชาติ พิญญู sad smile confused smile

มีเรียงราวน่าสนใจแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ
chan_pinyu@yahoo.com
#8  by  ชาญ พิญญู (58.9.146.6) At 2008-05-08 11:16, 

<< Home


PepTender
View full profile